การเมืองนอกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ชะตา “อภิสิทธิ์ – หมอวรงค์”

28

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะเกิดขึ้นในเดือนประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นไปตามโรดแม็ปของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี หลังรัฐบาล คสช. ประกาศ”ปลดล็อค”

แต่การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นก่อนราวกับว่าเป็นการซ้อมใหญ่ของพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สร้างกระแสให้ผู้คนหันมาจับตามองพรรคประชาธิปัตย์ นั่นคือ การเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่เมื่อ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันหมดวาระลง จึงเป็นปรากฏการณ์ที่เหนือพรรคการเมืองอื่นๆ

เท่ากับเป็นการประกาศให้บุคคลทั่วไปได้รับทราบว่าจะไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรคประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง โดยการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศ “โหวต”เลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง

หากใครเป็นผู้พ่ายแพ้ในการโหวตจะต้องถอนตัวออกจากการสมัครชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทันที ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันก่อนโหวตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์. ซึ่งจะมีขึ้นในราวต้นเดือนพฤศจิกายน 2561

ซึ่งปรากฏว่ามีรายชื่อผู้สมัครท้าชิงหัวหน้าพรรค จำนวน 3 คน คือหมายเลข 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  หมายเลข 2 นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม และหมายเลข 3 นายอลงกรณ์ พลบุตร

ความโดดเด่นกระแสเสียงของสมาชิกพรรคที่แย้มพรายออกมากล่าวถึงบุคคลที่จะเป็นคู่แข่งขันกันอย่างแท้จริงที่สังคมจับตามองอยู่ในขณะนี้ คือระหว่างนายอภิสิทธิ์กับนายแพทย์วรงค์เท่านั้น ส่วนนายอลงกรณ์ ดูเหมือนว่าต้องการแสดงและปรากฎกายมิให้ผู้คนหลงลืมเงียบหายไปเสียมากกว่า และเป็นการแสดงสปิริตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่ได้ปิดกั้นสมาชิกพรรค

“นายอภิสิทธิ์”แม้จะมีภาพลักษณ์เป็นนักประชาธิปไตย และมีความเป็น”อินเตอร์”ในเวทีการเมืองระดับสากล มีความรู้ ความสามารถเป็นที่ยอมรับค่อนข้างสูง แต่ด้วยบุคลิกความเป็นคนตรงไปตรงมามีความแข็งงขืนไม่ค่อยยอมอ่อนข้อ หรือประนีประนอม ในทางการเมือง จึงถูกอาจรุม”กินโต๊ะ”ทั้งสมาชิกพรรค การเมืองนอกพรรค

นอกจากนั้นอาจถูกมองว่าเข้าถึงยากจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม และพรรคการเมืองที่เป็นแนวร่วมของพรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งฐบาล นั่นหมายถึงในความแข็งย่อมจะมี”จุดอ่อน”ของนายอภิสิทธิ์ จึงอาจมีกลุ่มคนบางพวก จึงพยายามกำจัดเด็กดื้อ “เขี่ย”ให้พ้นเส้นทางการเมือง แม้ผู้ใหญ่ในพรรคอย่างนายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นต้น ตะการันตีลงชื่อรับรองก็ตาม

แต่ทว่าหลายฝ่ายอาจประเมินว่าการย่างก้าวเข้ามาสมัครชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของ”หมอวรงค์”ซึ่งมีความ”อ่อนพรรษา”ทางการเมือง กับ  ส.ส.พิษณุโลก เพียง 3 สมัย หากเทียบเคียง”นายอภิสิทธิ์” ยังห่างชั้นหลายขุม และต้องใช้ทุนรอนในการเดินสายจำนวนไม่น้อย และนับว่ามีกระบวนการ สอดรับอย่างมีระบบ

“หมอวรงค์” จึงไม่ใช่มีความคิดแบบ “หมูไม่กลัวน้ำร้อน”แต่อย่างใด ทว่าเป็นการบ่งบอกและส่งสัญญาณจากพรรคการเมืองบางพรรค ใครบางคน หรือกลุ่มคน หรือ คณะบุคคล ซึ่งสังคมการเมืองย่อมจับตามองอีกมิติหนึ่ง แบบ”อ้าปาก เห็นลิ้นไก่”

“หมอวรงค์”จึงเป็น “หมูเขี้ยวตัน”เสียมากกว่า และย่อมมี “แบ็คอัพ”และแนวร่วมที่จะช่วยผักดันหลายกลุ่มหลายสี หลายพรรคการเมือง ที่พร้อมจะจับมือกัน”โค่น” นายอภิสิทธิ์ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไปในอนาคตอันใกล้อย่างง่ายดายขึ้น

“หมอวรงค์”จึงไม่ใช่เป็นเพียงเบอร์ 2 เป็นรองนายอภิสิทธิ์ เบอร์ 1 แต่อย่างใด
หากมองพลพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรค ที่ร่วมแรงหนุนจากเหนือจรดใต้ ล้วนไม่ใช่บุคคลธรรมดา ท่ีสามารถหล่อเลี้ยงเครือข่ายอย่างคึกคัก

ดูภาพจากการตะเวนเดินสายหาเสียงจากประธานสาขาพรรค และสมาชิกพรรค มีทีท่าฮึกเหิมอย่างยิ่ง และมีความเชื่อมั่นในการช่วงชิงหัวหน้าพรรคของนายแพทย์วรงค์

การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกไม่กี่วันข้างหน้า พรรคประชาธิปัตย์อาจมีหัวหน้าชื่อ “นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม”