การอพยพครั้งใหญ่ของคนจีนสู่เมืองไทยแห่งศตวรรษที่ 21 นั้น ไม่ได้เป็นแบบ “เสื่อผืน หมอนใบ”

10

เหมือนในอดีต แต่รอบนี้ คลื่นลูกนี้มาพร้อม เงินทุน เครือข่ายธุรกิจ และ เทคโนโลยี
.
– คนจีนที่อพยพเข้ามา เป็นคนจีนชั้นกลางที่มีการศึกษา เป็นกลุ่มที่เริ่มขยับขยายนำพาครอบครัวมาปักหลักลงฐานที่เชียงใหม่ คนจีนรุ่นใหม่ มีการคิดวางแผนเป็นขั้นตอน พร้อมที่จะเสี่ยงในการลงทุน ระยะทางระหว่างจีนกับเชียงใหม่ สะดวกสบายทั้งทางรถยนต์และเครื่องบิน โดยคนจีนกลุ่มนี้เล็งเห็นช่องทางการเข้ามาทำธุรกิจร่วมกับคนไทยเชื้อสายจีน ที่เดิมนิยมค้าขายกันตามตะเข็บชายแดนแถบแม่สายและเชียงของเป็นต้น
.
– มีการซื้อบ้านจัดสรรในเชียงใหม่ ในนามผู้ถือหุ้นคนไทยเชื้อสายจีน ซื้อไว้ทำเป็นบริษัทหรือสำนักงานสาขาในเมืองไทย
ขณะเดียวกันก็อยู่อาศัยไปพร้อมกัน โดยให้คนในครอบครัวมาอยู่ เช่น หัวหน้าครอบครัวมีธุรกิจอยู่ที่เมืองจีน ก็ส่งลูกมาเรียนโรงเรียนนานาชาติ ให้ภรรยาทำหน้าที่ดูแลลูก โดยมีรูปแบบเช่นนี้ กระจายไปยังหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม รวมทั้งโรงเรียนนานาชาติต่างๆ ตั้งแต่ระดับประถมถึงระดับมัธยมทั้งตอนต้นและตอนปลาย ด้วยค่าเทอมที่ค่อนข้างสูงตั้งแต่ห้าถึงหกหลัก
.
– ดำเนินชีวิตอยู่ในเชียงใหม่อย่างมีความสุข เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีอิสระเสรีกว่าที่อยู่ในเมืองจีน จะเห็นได้จาก เมื่อกลุ่มหนึ่งมาได้ กลุ่มต่อๆ ไปก็ตามมา ไม่เพียงเท่านั้น คนจีนกลุ่มนี้ไม่ได้ทิ้งบ้านของตนและธุรกิจในเมืองจีน แต่กลับเพิ่มบ้านและธุรกิจในเชียงใหม่ควบคู่กัน ถ้าเป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจส่งออกสินค้ามายังเมืองไทย กลุ่มนี้ก็จะมองการณ์ไกล นำสินค้าจากเมืองไทย ที่คนจีนต้องการ จำพวกสินค้าเกษตร พืชผักผลไม้ ส่งกลับไปขายคนจีนในเมืองจีนอีกต่อหนึ่ง เรียกได้ว่าทำธุรกิจทั้งนำเข้าและส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ
.
ข้อมูลที่น่าตกใจคือกลุ่มคนจีนบางครอบครัวได้วางแผนส่งลูกหลานไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษายังต่างประเทศทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เมื่อจบการศึกษากลับมาแล้วก็จักมาสานต่อธุรกิจของครอบครัวที่วางรากฐานไว้อย่างแน่นหนาในเมืองสำคัญๆ ของประเทศไทยต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน
.
อ่านบทความฉบับเต็มได้ตามลิงค์ข้างล่าง          http://www.thaitribune.org/contents/detail/304?content_id=30376&rand=1511590605