ตกขาว อาการช่องคลอดมีกลิ่น เป็นเรื่องที่สาว ๆ หลายคนกังวล

279

ตกขาว

ตกขาว เป็นเรื่องที่สาว ๆ หลายคนกังวล อาการตกขาว แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะตกขาวเกิดจากการที่ต่อมภายในช่องคลอดและปากมดลูกผลิตของเหลวซึ่งนำพา เซลล์ที่ตายแล้วและแบคทีเรียออกมา ทั้งนี้เพื่อทำความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ ปริมาณตกขาวจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน โดยจะมีสีใสไปจนถึงสีขาวขุ่นแบบน้ำนม ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาตามรอบเดือน ช่องคลอดมีกลิ่น โดยในขณะที่มีการตกไข่หรือให้นมบุตรตกขาวอาจมีสีและกลิ่นเปลี่ยนแปลงไป ตกขาวมีกลิ่น แต่ถ้าสีและกลิ่นเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ร่วมด้วยอาการคันหรือเจ็บแสบบริเวณช่องคลอด นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าเกิดการติดเชื้อเข้าแล้ว

 

มุตกิด (Leukorrhea, Leucorrhea หรือ Vaginal discharge) คือ สิ่งคัดหลั่งจากอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของสตรีไม่ว่าจะเป็นจากช่องคลอด ปากมดลูก หรือแม้กระทั่งจากตัวมดลูกเองก็ตาม โดยถือเป็นภาวะปกติของผู้หญิงทุกคน ซึ่งในช่วงเด็กอาจมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีประจำเดือน ตกขาวจะมีมากขึ้นและมีปริมาณที่พอเหมาะไปจนถึงวัยสูงอายุ ซึ่งจะเป็นช่วงที่ตกขาวมีปริมาณลดลงจนแทบไม่มีอีกครั้ง

ตกขาวปกติ (ที่เป็นธรรมดา) จะมีลักษณะเป็นมูกเหลวใส ไม่มีสี หรือเป็นสีขาวข้นคล้ายแป้งเปียก มีปริมาณเล็กน้อยพอชุ่มชื้นในช่องคลอด มีกลิ่นจำเพาะ ไม่เหม็น ไม่คัน และมีภาวะเป็นกรดอ่อน ๆ ส่วนปริมาณของตกขาวนั้นจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่โดยทั่วไปแล้วปริมาณของตกขาวจะมากขึ้นเป็นปกติในภาวะต่อไปนี้

  • ในช่วงหลังและก่อนการมีประจำเดือน ตกขาวจะมีลักษณะข้นเป็นสีออกขาว (คล้ายแป้งเปียก)
  • ช่วงกึ่งกลางระหว่างรอบเดือน (เป็นระยะที่มีการตกไข่) ตกขาวจะมีปริมาณมากและมีลักษณะเหลวใส
  • ในขณะตั้งครรภ์ก็พบว่ามีตกขาวมากขึ้นจนบางครั้งอาจจะเหนียวหนืด
  • การใช้ยาคุมกำเนิด
  • การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ (ในขณะที่มีอารมณ์ทางเพศจะทำให้มีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมากขึ้น) หลังจากมีเพศสัมพันธ์ก็จะมีตกขาวมากขึ้นได้เช่นกัน
  • ในขณะที่มีความวิตกกังวลมาก

ซึ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ โดยตกขาวที่ออกมานั้นอาจเป็นลักษณะปกติ แต่มีจำนวนมากขึ้นเป็นธรรมดาในแต่ละช่วงแต่ละภาวะ หรืออาจเป็นตกขาวผิดปกติที่มาจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ ซึ่งมีได้ทั้งสาเหตุที่มาจากการติดเชื้อและสาเหตุที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ

 

ตกขาว
ตกขาว

สาเหตุตกขาวผิดปกติ

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด กลิ่น สี และลักษณะของตกขาวจะเปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลดังกล่าว ได้แก่

• การใช้ยาแก้อักเสบหรือสเตียรอยด์
• การติดเชื้อแบคทีเรีย Bacterial Vaginosis ซึ่งพบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์
• การใช้ยาคุมกำเนิด
• เบาหวาน มะเร็งปากมดลูก
• การติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น Chlamydia หรือ Gonorrhea
• การทำความสะอาดด้วยสบู่ที่เป็นด่างมากเกินไป
• การติดเชื้อรา ติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ปีกมดลูก รังไข่
• การติดเชื้อ Trichomoniasis จากการมีเพศสัมพันธ์
• การอักเสบของช่องคลอด

ลักษณะตกขาวที่อาจพบได้

ปนเลือดหรือมีสีน้ำตาล

ประจำเดือนมาผิดปกติไม่ตรงรอบ หรือที่พบได้ไม่บ่อยคือเกิดจากมะเร็งโพรงมดลูกหรือมะเร็งปากมดลูก อาจมีอาการปวดท้องน้อยหรือมีเลือดออกผิดปกติร่วมด้วย

ขุ่นมีสีเหลือง

อาจมีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น Gonorrhea เลือดออกระหว่างรอบเดือน หรือมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

สีเหลือง เขียว มีฟองปน

อาจเกิดจากการติดเชื้อปรสิต Trichomoniasis มักมีอาการปวดและคันเวลาปัสสาวะร่วมด้วย

สีชมพู

พบได้ในหญิงหลังคลอด เนื่องจากการลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก

สีขาว หนาเป็นก้อน

เกิดจากการติดเชื้อราจนมีอาการบวม แดง คันบริเวณอวัยวะเพศ เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

สีขาว เทา หรือเหลือง กลิ่นคาวเหมือนปลา

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จะมีอาการคัน แสบ แดง และบวมบริเวณอวัยวะเพศ

ตกขาว
ตกขาว

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักประวัติและสอบถามถึงอาการที่เป็น เช่น

– ตกขาวผิดปกติตั้งแต่เมื่อใด ?

– ตกขาวมีสีและกลิ่นหรือไม่ ?

– อวัยวะเพศบวม แดง คันหรือไม่ ?

– ประวัติการมีเพศสัมพันธ์

– การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องคลอด

นอกจากนี้แพทย์อาจตรวจภายใน และเก็บตัวอย่างตกขาวเพื่อนำไปเพาะเชื้อและวินิจฉัย รวมถึงอาจเก็บตัวอย่างเซลล์บริเวณปากมดลูกเพื่อตรวจคัดกรองมะเร็ง

 

อาการตกขาว

อาการตกขาวปกติ (ที่เป็นธรรมดา) จะมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบประจำเดือน โดยขึ้นอยู่กับปริมาณของฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ถ้าเป็นในช่วงกึ่งกลางรอบเดือน ตกขาวจะมีลักษณะเป็นมูกเหลวใส ไม่มีสี แต่ถ้าเป็นในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือนตกขาวจะมีลักษณะข้นเป็นสีออกขาว (คล้ายแป้งเปียก) แต่ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงไหนก็จะไม่มีกลิ่นเหม็น มีปริมาณไม่มากกว่าปกติ และไม่ก่อให้เกิดอาการคัน รวมทั้งไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ (เช่น ปวดท้อง มีไข้ ขัดเบา) เป็นต้น โดยจะมีปริมาณเพียงพอให้ช่องคลอดและบริเวณโดยรอบมีความชุ่มชื้น แต่อาจมีกลิ่นได้บ้างเล็กน้อยตามลักษณะของกลิ่นตัวเฉพาะบุคคล

ดังนั้น การมีตกขาวในผู้หญิงทุกคนจึงเป็นภาวะปกติ ไม่ใช่อาการแสดงถึงการเกิดโรคแต่อย่างใด แต่ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดหลั่งของตกขาวจะมากหรือน้อยนั้น เป็นผลมาจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในร่างกายของผู้หญิงแต่ละคน เช่น ความร้อน ความอับชื้น อารมณ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เป็นต้น

อาการตกขาว

อาการตกขาวผิดปกติ

  • มีปริมาณตกขาวเพิ่มมากขึ้นจนผิดสังเกตหรือทำให้บางครั้งต้องใช้ผ้าอนามัย
  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ (กลิ่นคล้ายปลาเน่าหรือมีกลิ่นคาวมาก)
  • ตกขาวมีลักษณะหรือมีสีที่ผิดปกติไปจากเดิม เช่น จากใสไม่มีสีหรือสีขาวกลายเป็นสีเหลือง สีเขียว หรือเป็นลักษณะข้นขึ้นหรือจับตัวเป็นก้อน ปนหนอง เป็นมูกเลือด หรือมีลักษณะเป็นฟองปนออกมา
  • เป็นตกขาวติดต่อกันมานานเกิน 2 สัปดาห์
  • มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คันในบริเวณปากช่องคลอด ปวดแสบปวดร้อนบริเวณปากช่องคลอด มีรอยโรคหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศ มีอาการปวดท้องน้อย มีไข้ ขัดเบา มีอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หรือมีอาการถ่ายปัสสาวะแสบขัด เป็นต้น

ลักษณะตกขาว

  • ตกขาวเป็นน้ํา หรือ ตกขาวเป็นเมือกใส เป็นอาการที่ผู้หญิงทุกคนอาจเป็นกันได้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีตกขาวมากกว่าปกติ ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในช่วงกึ่งกลางระหว่างรอบเดือน (เป็นระยะที่มีการตกไข่) ตกขาวจะมีปริมาณมากและมีลักษณะเหลวใส ไม่มีสี ไม่คัน และไม่มีกลิ่น ซึ่งถือว่าเป็นอาการตกขาวที่ปกติและจะหายไปได้เอง แต่ทั้งนี้หากอาการตกขาวเป็นน้ำ ไหลออกมาเป็นฟอง และมีอาการคันร่วมด้วย อาจเกิดจากช่องคลอดอักเสบหรือติดเชื้อแบคทีเรียก็เป็นได้
    ตกขาวเหลวใส
  • ตกขาวสีเทา เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis) ทำให้ตกขาวมีปริมาณมากขึ้น สีขาวเนียนปนเทาอ่อน มีกลิ่นเหม็นอับคล้ายกลิ่นคาวปลาเค็ม กลิ่นมักจะรุนแรงหลังการร่วมเพศหรือหลังหมดประจำเดือนใหม่ ๆ การติดเชื้อชนิดนี้มักสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น การสวนล้างช่องคลอด การคุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงอนามัย การรับประทานยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
  • ตกขาวเป็นก้อนสีขาว เป็นตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อรา Candida albicans ทำให้ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อนคล้ายนมบูด เป็นสีขาวข้นหรืออาจเป็นสีเหลืองขาว มีกลิ่นเหม็นอับ แต่ไม่มีกลิ่นคาว ทำให้มีอาการแสบคันในช่องคลอดหรือมีปัสสาวะแสบขัดเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานหรือเป็นผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ
    ตกขาวเป็นก้อน
  • ตกขาวสีเหลือง เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย (แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วตกขาวที่เกิดจากเชื้อชนิดนี้จะมีสีขาวปนเทา แต่ก็มีในหลายกรณีที่ตกขาวอาจเป็นสีเหลืองขุ่นได้ ร่วมกับจุดเด่นของตกขาวชนิดนี้ คือ “กลิ่นคาวปลา” และอาจมีอาการคันร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์), การติดเชื้อหนองใน ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “ไนซีเรีย โกโนเรียอี” (ทำให้ตกขาวมีปริมาณมากขึ้น เป็นหนองสีเหลืองหรือมีสีเขียวปน มีกลิ่นเหม็น ไม่คัน และจะมีอาการปวดแสบขณะปัสสาวะร่วมด้วย), การติดเชื้อรา (เช่นเดียวกับตกขาวที่เป็นก้อนสีขาว), การติดเชื้อไวรัส (เกิดจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม ทำให้มีตุ่มใส ๆ ขนาดเล็ก ต่อมาจะแตกออกกลายเป็นแผลและแสบคัน มีตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ปรากฏอาการ), การติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด (ส่วนใหญ่ตกขาวที่เกิดจากเชื้อชนิดนี้จะเป็นสีเขียว แต่ก็มีบ้างในบางกรณีที่ตกขาวอาจเป็นสีเหลือง ดูเพิ่มเติมในตกขาวสีเขียว) นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้มีอาการตกขาวสีเหลืองได้ด้วย เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia ปากมดลูกอักเสบ และช่องคลอดอักเสบ แต่ก็พบได้ไม่บ่อยเท่ากับสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น
    ตกขาวสีเหลือง
  • ตกขาวสีเขียว มักเกิดจากการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) ซึ่งเป็นพวกโปรโตซัวชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ทริโคโมแนส วาจินาลิส” (Trichomonas vaginalis) การติดเชื้อชนิดนี้มักสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ โดยจะทำให้มีอาการคัน แสบ แดง และเจ็บที่อวัยวะเพศ ในบางรายอาจมีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือมีตกขาวผิดปกติ เช่น ตกขาวเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว มีปริมาณมากขึ้น มีกลิ่นเหม็นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ตกขาวมีลักษณะเป็นฟอง (ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อชนิดนี้) เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด (ถ้าตกขาวเป็นสีเขียวแต่ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่น ให้ลองสังเกตตอนที่ออกมาใหม่ ๆ ถ้าเป็นสีขาว ไม่มีกลิ่น แต่พอออกมาถูกอากาศข้างนอกสักพักแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียว อาจจะเป็นตกขาวปกติที่ไม่จำเป็นต้องรักษาก็ได้)
    ตกขาวสีเขียว
  • ตกขาวสีน้ําตาล หรือ ตกขาวปนเลือด อาจเกิดจากการมีเลือดออกผิดปกติแล้วปนออกมากับตกขาว (เช่น เลือดออกจากประจำเดือนมาช้าหรือมาผิดปกติไม่ตรงรอบ, เลือดออกจากการตกไข่ ซึ่งมักเป็นในช่วง 2 สัปดาห์หลังมีประจำเดือนวันแรก อาจมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย ตกขาวในช่วงนี้มักเป็นมูกเหลวใส, เลือดออกจากการฝังตัวของตัวอ่อนหรือที่เรียกว่าเลือดล้างหน้าเด็ก มักเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 หลังการมีประจำเดือนวันแรก มักเป็นเลือดสีชมพูจาง ๆ หรืออาจจะเป็นสีน้ำตาลก็ได้ในปริมาณไม่มาก และมักไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย, เลือดออกจากฮอร์โมนผิดปกติหรือแปรปรวน, เลือดออกจากภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก โดยอาจทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยร่วมกับมีอาการปวดท้องน้อยอย่างมาก, เลือดออกผิดปกติจากมะเร็งโพรงมดลูกหรือมะเร็งปากมดลูก) หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อที่ปากมดลูกหรือช่องคลอด ทำให้มีตกขาวปริมาณมาก มีกลิ่นเหม็น อาจมีเลือดเก่าหรือสีน้ำตาลปน

การรักษา

          ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ

– ถ้าติดเชื้อราจะให้ยาทาในรูปแบบเจล หรือตัวยาชนิดสอดในช่องคลอด

– ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียจะให้รับประทานยาแก้อักเสบ

– ถ้าติดเชื้อปรสิต Trichomoniasis จะให้การรักษาด้วยยา Metronidazole หรือ Tinidazole

การป้องกัน

– รักษาความสะอาดของช่องคลอดด้วยน้ำเปล่า น้ำอุ่น หรือสบู่อ่อน ๆ ไม่ควรใช้สบู่ที่มีฟองเยอะ รวมถึงน้ำยาและสเปรย์ที่มีฤทธิ์ทำความสะอาดแรง ๆ

– ซับช่องคลอดให้แห้งหลังเข้าห้องน้ำ ซับจากด้านหน้าไปยังด้านหลังเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในช่องคลอด

– ใส่กางเกงชั้นในผ้าฝ้าย ซึ่งช่วยระบายความชื้นได้ดี และไม่ใส่กางเกงที่รัดแน่นเกินไป

– ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากฝ่ายชาย

– ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ

– รับประทานโยเกิร์ตที่มี Lactobacillus Acidophilus ในช่วงที่รับประทานยาแก้อักเสบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อรา

 

* ตกขาว เรื่องปกติของสาว ๆ

ตกขาว คือของเหลวสีขาวใสหรืออาจเป็นของเหลวสีขาวขุ่นที่ออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต้องมี เพราะตกขาวเป็นของเหลวที่ถูกผลิตโดยต่อมภายในช่องคลอด เพื่อนำพาเอาเซลล์ที่ตายแล้วและแบคทีเรียในช่องคลอดออกมา ทั้งนี้ก็เพื่อความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์นั่นเอง

ขอบคุณที่มาhttp://halsat.com